บริหารสต๊อกแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ ด้วย Serial และ FIFO
🌏 บทความนี้มีภาษาอื่นด้วย: English
คุมสต๊อกอุปกรณ์โซลาร์ให้เคลมประกันได้และดูกำไรรายงานถูก ด้วยการเก็บ Serial Number แยกคลังตามสถานะของ และคิดต้นทุนแบบ FIFO ตามล็อตที่ซื้อจริง
อินเวอร์เตอร์ของลูกค้ารายหนึ่งเสียหลังติดตั้งไปสองปี ลูกค้าโทรมาถามว่าจะได้เครื่องใหม่เมื่อไร คำถามแรกที่ผู้ขายส่งของถามกลับมาคือเลขเครื่องอะไร ซื้อจากใบสั่งซื้อไหน และเริ่มรับประกันวันไหน ถ้าบริษัทตอบไม่ได้ เคลมก็ช้า หรือแย่กว่านั้นคือเคลมไม่ได้และต้องออกเงินเอง
แผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่เป็นของราคาสูงที่มีเลขเครื่องกำกับทุกชิ้น การคุมสต๊อกแบบนับจำนวนอย่างเดียวจึงไม่พอ บทความนี้อธิบายการคุมสต๊อกด้วย Serial Number การแยกคลังตามสถานะของ และการคิดต้นทุนแบบ FIFO ตามล็อตที่ซื้อเข้า
สรุปสั้นก่อนอ่าน ✅ อุปกรณ์หลักควรตามได้รายเลขเครื่อง ตั้งแต่รับเข้าจนติดตั้งที่บ้านลูกค้า ✅ แยกคลังเป็นของดี ของรับคืน ของรอเคลม และของเสีย จะได้ไม่เผลอเบิกของที่ใช้ไม่ได้ไปหน้างาน ✅ ต้นทุนของที่เบิกควรมาจากราคาซื้อจริงของล็อต ไม่ใช่ราคาทุนที่จำไว้ ✅ ทุกครั้งที่เบิกของต้องผูกกับงาน ต้นทุนของงานจึงจะครบ ✅ เอกสารที่บันทึกแล้วแก้ด้วยการกลับรายการ ไม่ลบทิ้ง
ทำไมสต๊อกโซลาร์ต้องคุมละเอียดกว่าของทั่วไป
- ของแต่ละชิ้นราคาสูง แบตเตอรี่ลูกเดียวหายไปจากบัญชี ก็เท่ากับกำไรของงานเล็กหนึ่งงาน
- การรับประกันผูกกับเลขเครื่อง ผู้ผลิตต้องการเลขเครื่องและหลักฐานการซื้อเสมอ
- ของเข้าเป็นงวด สั่งครั้งเดียวแต่ของทยอยมาหลายเที่ยว ราคาแต่ละล็อตอาจไม่เท่ากัน
- ของไหลกลับได้ ของเหลือจากหน้างาน ของที่ลูกค้าคืน และของที่ส่งเคลม ต้องรู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน
Serial Number ใช้ทำอะไรบ้าง

Serial Number คือเลขประจำตัวของอุปกรณ์แต่ละชิ้น เมื่อบันทึกเลขนี้ตั้งแต่วันรับของ ระบบจะตอบได้ทันทีว่า
- ชิ้นนี้ซื้อจากผู้ขายรายไหน ใบสั่งซื้อไหน ราคาเท่าไร
- ตอนนี้อยู่ในคลัง อยู่ที่บ้านลูกค้ารายไหน หรือกำลังส่งเคลม
- ติดตั้งวันไหน ซึ่งเป็นวันเริ่มนับประกันของลูกค้า (งานดูแลและเคลมหลังส่งมอบอ่านต่อใน เช็กลิสต์ดูแลโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่)
ไม่จำเป็นต้องเก็บเลขเครื่องของทุกอย่าง สายไฟ ขายึด และน็อตนับเป็นจำนวนก็พอ ให้เก็บเฉพาะอุปกรณ์หลัก เช่น แผง อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ แล้วกำหนดในทะเบียนสินค้าว่ารุ่นไหนต้องเก็บ
แยกคลังตามสถานะของ
| คลัง | เก็บอะไร | เบิกไปหน้างานได้ไหม |
|---|---|---|
| ของดี | ของใหม่ที่พร้อมใช้ | ได้ |
| ของรับคืน | ของเหลือหรือของที่ลูกค้าคืน รอตรวจสภาพ | ได้หลังตรวจแล้ว |
| ของรอเคลม | ของเสียที่จะส่งเคลมผู้ผลิต | ไม่ได้ |
| ของเสีย | ของที่ใช้ไม่ได้และเคลมไม่ได้ | ไม่ได้ |
การแยกแบบนี้กันไม่ให้ช่างเผลอหยิบเครื่องที่รอเคลมไปติดให้ลูกค้าใหม่ และทำให้ยอด "ของดีคงเหลือ" ที่ฝ่ายขายใช้รับงานเป็นตัวเลขที่เชื่อได้
ต้นทุน FIFO ตามล็อต คืออะไร
FIFO ย่อมาจาก First In, First Out คือของที่รับเข้าก่อนถือว่าเบิกออกก่อน ต้นทุนของที่เบิกจึงมาจากราคาซื้อของล็อตเก่าก่อน แล้วค่อยต่อด้วยล็อตถัดไป

ตัวอย่างนี้ใช้ราคาสมมติ ถ้าใช้ราคาซื้อล่าสุดคูณทั้ง 30 แผง ต้นทุนจะกลายเป็น 99,000 บาท สูงเกินจริง 6,000 บาท และมูลค่าสต๊อกคงเหลือในบัญชีจะไม่ตรงกับของจริง
สำหรับอุปกรณ์ที่มีเลขเครื่อง ต้นทุนที่แม่นที่สุดคือราคาของล็อตที่รับเครื่องนั้นเข้ามาจริง เพราะรู้แน่ว่าชิ้นนั้นมาจากใบไหน
ขั้นตอนงานคลังที่ควรเป็น
- รับของตามใบสั่งซื้อ บันทึกจำนวนจริงที่มาถึงและเลขเครื่องของอุปกรณ์หลัก รับไม่ครบก็รับเป็นงวดได้
- เบิกเข้างาน ทุกใบเบิกผูกกับงานติดตั้ง และเลือกเลขเครื่องที่ส่งออกไปจริง
- รับคืนของเหลือ เมื่อจบงาน ของที่ไม่ได้ใช้กลับเข้าคลังพร้อมสภาพของ
- แยกของเสียไปคลังรอเคลม แล้วตามสถานะการเคลมจนได้ของคืน
- นับสต๊อกตามรอบ ถ้านับจริงไม่ตรงกับระบบ ปรับยอดพร้อมเหตุผล และลงบัญชีส่วนต่าง
- แก้เอกสารผิดด้วยการกลับรายการ ไม่ลบใบเดิม ประวัติจะได้ตรวจสอบย้อนหลังได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เบิกของโดยไม่ผูกงาน ต้นทุนไปกองที่ค่าใช้จ่ายรวม แต่ละงานดูกำไรดีเกินจริง
- ไม่จดเลขเครื่องตอนรับ แล้วมาตามจดตอนติดตั้ง ซึ่งมักตกหล่น
- คิดต้นทุนจากราคาทุนในทะเบียนที่ไม่เคยอัปเดต
- ส่งมอบงานทั้งที่ยังไม่ได้เบิกของ ต้นทุนของงานนั้นจึงเป็นศูนย์
- ลบใบรับของที่บันทึกผิด ทำให้บัญชีกับสต๊อกไม่ตรงกันอีกต่อไป
คุมสต๊อกโซลาร์ใน RayFlowOS
RayFlowOS มีเมนูคลังสินค้าครบตามขั้นตอนด้านบน ได้แก่ งานรับของเข้าคลัง งานเบิกของ งานรับของคืน จัดการสต๊อก และ งานเคลมสินค้า
- กำหนดที่ สินค้า / วัสดุ ว่ารุ่นไหนเป็นสินค้ามี Serial ระบบจะบังคับให้บันทึกเลขเครื่องตอนรับและตอนเบิก
- คลังแยก 4 สถานะ ของดี ของรับคืน ของเคลม และของเสีย
- ต้นทุนของที่เบิกคิดแบบ FIFO ตามล็อตของใบรับของ อุปกรณ์ที่มีเลขเครื่องใช้ราคาของล็อตที่รับชิ้นนั้นเข้ามา และใบเบิกฉบับร่างแสดงต้นทุนโดยประมาณให้ดูก่อนจ่ายของ
- มูลค่าสต๊อกคงเหลือคำนวณจากล็อตที่เหลือจริง จึงตรงกับยอดสินค้าคงเหลือในบัญชี
- ส่งมอบงานต้องมีใบเบิกของที่จ่ายแล้วเสมอ ต้นทุนของงานจึงไม่หาย
- ยกเลิกใบสั่งซื้อที่รับของแล้วด้วยการกลับรายการ ไม่ลบเอกสารเดิม
คำถามที่พบบ่อย
ต้องเก็บ Serial ของทุกสินค้าไหม
ไม่ต้อง เก็บเฉพาะอุปกรณ์หลักที่มีการรับประกันรายเครื่อง เช่น แผง อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ วัสดุสิ้นเปลืองนับเป็นจำนวนพอ
FIFO กับต้นทุนเฉลี่ย ต่างกันอย่างไร
FIFO คิดต้นทุนจากล็อตเก่าก่อนตามลำดับที่รับเข้า ส่วนต้นทุนเฉลี่ยเอาทุกล็อตมาเฉลี่ยรวมกัน ทั้งสองวิธีใช้ได้ แต่ต้องใช้วิธีเดียวสม่ำเสมอ FIFO เหมาะกับธุรกิจที่อยากเห็นต้นทุนตามใบสั่งซื้อจริงของแต่ละล็อต
ควรนับสต๊อกบ่อยแค่ไหน
อุปกรณ์หลักราคาสูงควรนับทุกเดือน วัสดุสิ้นเปลืองนับเป็นไตรมาสก็ได้ ยิ่งนับบ่อย ยิ่งเจอความผิดพลาดเร็ว
ของเหลือจากหน้างานควรทำอย่างไร
รับคืนเข้าคลังพร้อมระบุสภาพ ของสภาพดีกลับไปคลังของดี ของที่ต้องตรวจก่อนไปคลังรับคืน ต้นทุนของงานจะลดลงตามของที่คืนจริง
บันทึกใบรับของผิด แก้อย่างไร
ยกเลิกด้วยการกลับรายการแล้วบันทึกใหม่ให้ถูก เอกสารเดิมยังอยู่เป็นหลักฐาน ไม่ควรลบทิ้ง
สรุป
สต๊อกโซลาร์ที่ดีตอบได้เสมอว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นอยู่ที่ไหน มาจากใบสั่งซื้อไหน และมีต้นทุนเท่าไร การเก็บเลขเครื่องตั้งแต่วันรับของ การแยกคลังตามสถานะ และการคิดต้นทุนตามล็อตจริง ทำให้ทั้งการเคลมประกันและการดูกำไรรายงานตรงกับความจริง และเมื่อคลังสินค้าอยู่ในระบบเดียวกับงานขายและบัญชี ข้อมูลทั้งหมดก็ต่อกันเป็นเส้นเดียว (ดูว่าโปรแกรมบริหารธุรกิจโซลาร์ควรมีอะไรบ้าง)
สมัครใช้งาน RayFlowOS ฟรี แล้วลองรับของพร้อม Serial ล็อตแรก →